แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกันสังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกันสังคม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โรคฮิตของผู้ใช้แรงงาน ความฮิตที่ใครก็ไม่อยากเป็น

                   

             สุขสันต์และ ส่งท้ายวันหยุดแรงงานแห่งชาติ ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพ และโรคฮิต ติดชาร์ท ของผู้ใช้แรงงาน โรคฮิตที่ไม่มีใครโหวตด้วยควาดีใจส่งขึ้นชาร์ท แต่เป็นภาวะแทรกซ้อน แอบแผงที่มาจาก ลักษณะงาน สิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นต้น

             นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงานแห่งชาติ กรมการแพทย์ จึงใช้โอกาสนี้ขอให้ผู้ใช้แรงงานดูแลสุขภาพตนเองและระวังโรคซึ่งเกิดจากการสัมผัสสิ่งคุกคามในที่ทำงาน เช่น โรคปอดอักเสบในคนที่แข็งแรงดี โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เมื่อไปพบแพทย์อาจนึกไม่ถึงว่าจะเป็นโรคจากการทำงานทำให้การวินิจฉัยพลาดไป รักษาโรคแต่ไม่ได้รักษาที่สาเหตุทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ โรคจากการทำงานสามารถป้องกันได้ ผู้ใช้แรงงานรักษาสุขภาพให้แข็งแรง งดเหล้า บุหรี่ ลดความเครียด ใช้อุปกรณ์ในการป้องกันตนเองจากสารเคมี และเสียงดัง ยกของอย่างถูกวิธี และไม่ทำงานหนักจนเกินไป เป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจากการทำงาน

               นพ.สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยงานอาชีวเวชศาสตร์ ได้สรุปจำนวนโรคจากการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อผู้ใช้แรงงาน ดังนี้ โรคที่เกิดจากยากำจัดศัตรูพืช 8,689 คน โรคกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงาน 81,226 คน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด โรคที่เกิดจากพิษโลหะหนัก 39 คน โรคปอดฝุ่นหิน 236 คน โรคปอดจากแร่ใยหิน 166 คน โรคจากสารทำละลายอินทรีย์ 673 คน โรคหูตึงจากเสียงดัง 60,946 คน สำหรับหลักการป้องกันตนเองอย่างถูกวิธี คือ

              การรู้สาเหตุของการเกิดโรค ได้แก่ คนงานและผู้อาศัยใกล้เคียงโรงงานโม่หินที่มีฝุ่นหินทรายฟุ้งกระจาย เป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นซิลิกา ซึ่งวิธีการป้องกันมีดังต่อไปนี้
  1. กำจัดฝุ่นหิน ไม่ให้คนไปสัมผัส และปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
  2. การรู้การกระจายของโรค เพื่อให้ทราบกลุ่มบุคคล พื้นที่ และเวลาในการเกิดโรค ทำให้กำหนดกลุ่มที่เป็นปัญหาสาธารณสุข
  3. การรู้ธรรมชาติของการเกิดโรค เนื่องจากโรคแต่ละโรค จะมีการดำเนินของโรคที่ต่างกันออกไป ซึ่งมีผลต่อการกำหนดวิธีการป้องกันที่เหมาะสม
                 ที่สำคัญสถานประกอบการควรให้ความสำคัญในการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้ใช้แรงงาน และหากมีปัญหาควรพบแพทย์ เป็นระยะๆ โดยตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับปัจจัยที่สัมผัส เพื่อจะสามารถสืบค้นปัญหาสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรค และตรวจทางอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม หากสงสัยว่าเป็นโรคจากการทำงาน สามารถติดต่อได้ที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี หรือสอบถามได้ที่สายด่วน 0 2517 4333 ได้ทุกวันในเวลาราชการ

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561

อาการแพนิค กับ โรคแพนิค ความเหมือนที่แตกต่าง

                 

               หลายๆคน อาจจะรู้จัก โรคแพนิค หรือ โรคตื่นตระหนก (Panic disorder)* หรือบ้างก็เรียกว่า “โรคหัวใจอ่อน” หรือ “โรคประสาทลงหัวใจ”  เชื่อว่าความเข้าใจในตัวอาการ จะคิดว่าเป็นเพียงอาการตื่นตระหนก เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้เป็นอาการทางจิต เป็นภาวะวิตกกังวลหรือมีความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีโดยไม่คาดคิดมาก่อน คือ อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาการแต่ละครั้งจะเป็นอยู่เพียงไม่นานก็จะหายไป และอาการจะมีลักษณะกำเริบซ้ำ ๆ ได้อีกเป็นครั้งคราว ซึ่งจะรู้จักในลักษณะของอาการแพนิคเท่านั้น

                   แต่บทความนี้จะไม่น่าสนใจถ้าเป็นเพียงแค่อาการแพนิคทั่วไป ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงโรคแพนิคที่ไม่ใช่อาการ ซึ่งในความเป็นจริงของโรคนี้ผู้ป่วย จะมีอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงทั้งที่ตัวเองไม่ได้เผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีกด้วย จึงทำให้มีอาการแพนิคเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคแพนิครู้สึกกลัวและละอาย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

                    โรคแพนิคมักพบได้บ่อยในวัยรุ่นตอนปลายหรือผู้ที่ย่างเข้าวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยผู้หญิงจะป่วยมากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม อาการแพนิคไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ป่วยเป็นโรคแพนิคทุกราย เนื่องจากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นและหายไปเมื่อเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอาการแพนิคจบลงหรือผ่านพ้นไปแล้ว ต่างจากผู้ป่วยโรคแพนิคที่มักเกิดอาการแพนิคหรือตื่นตระหนกอยู่เสมอเป็นเวลายาวนาน รวมทั้งมักมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า หรือใช้สารเสพติดอื่น ๆทั้งนี้ ผู้ที่เกิดอาการแพนิคควรพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการแพนิคถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง 
ผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวจะจัดการตัวเองได้ยาก ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการรักษาให้หาย อาการแพนิคจะแย่ลงเรื่อย ๆ 



                    อาการของโรคแพนิค ผู้ป่วยโรคแพนิคจะรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกอย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งเรียกว่าอาการแพนิค โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นกะทันหัน รวมทั้งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แพนิคเป็นอาการที่รุนแรงกว่าความรู้สึกเครียดทั่วไป มักเกิดขึ้นเป็นเวลา 10-20 นาที บางรายอาจเกิดอาการแพนิคนานเป็นชั่วโมง โดยผู้ป่วยโรคแพนิคจะเกิดอาการ ดังนี้

  1. หัวใจเต้นเร็ว
  2. หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนขาดอากาศ
  3. หวาดกลัวอย่างรุนแรงจนร่างกายขยับไม่ได้
  4. เวียนศีรษะหรือรู้สึกคลื่นไส้
  5. เหงื่อออกและมือเท้าสั่น
  6. รู้สึกหอบและเจ็บหน้าอก
  7. รู้สึกร้อนวูบวาบ หรือหนาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
  8. เกิดอาการเหน็บคล้ายเข็มทิ่มที่นิ้วมือหรือเท้า
  9. วิตกกังวลหรือหวาดกลัวว่าจะตาย รวมทั้งรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้
  10. กังวลว่าจะมีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นในอนาคต
  11. หวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์อันตรายที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวในอดีต

                 สาเหตุของโรคแพนิคยากจะระบุได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคแพนิคอาจเกิดจากปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางสุขภาพจิต ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
  • ปัจจัยทางกายภาพ ผู้ป่วยโรคแพนิคอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งประกอบด้วยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ความผิดปกติของสมอง และการได้รับสารเคมีต่าง ๆ ดังนี้
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่บุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคแพนิคหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ โดยบุคคลนั้นมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ใกล้ชิดกันมาก ก็เสี่ยงป่วยเป็นโรคแพนิคได้ โดยผู้ป่วยอาจได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อหรือแม่ หรือได้รับจากทั้งพ่อและแม่
  • ความผิดปกติของสมอง โดยทั่วไปแล้ว สมองจะมีสารเคมีที่เรียกว่าสารสื่อประสาท หากสารสื่อประสาทภายในสมองไม่สมดุล อาจทำให้เกิดอาการแพนิคได้ ทั้งนี้ โรคแพนิคอาจเกิดจากการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองแบบสู้หรือหนีของร่างกาย (Fight or Flight) เนื่องจากหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตราย
  • การได้รับสารเคมีต่าง ๆ ผู้ที่ใช้สารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ อาจป่วยเป็นโรคแพนิคได้ ทั้งนี้ นักวิจัยบางรายยังสันนิษฐานว่าโรคแพนิคอาจเกี่ยวข้องกับความไวของระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือ เมื่อสูดอากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปมาก ก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการแพนิคได้ อย่างไรก็ตาม การหายใจให้ถูกวิธีจะช่วยบรรเทาอาการแพนิคให้หายหรือทุเลาลงได้
  • ปัจจัยทางสุขภาพจิต เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิตส่งผลให้เกิดโรคแพนิคได้ โดยเฉพาะการสูญเสียหรือพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับอาการแพนิค ผู้ป่วยจะรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หรืออาจเกิดอาการดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ ยาวนานเป็นปี จนนำไปสู่การป่วยเป็นโรคแพนิค นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดอาการแพนิคมีแนวโน้มที่จะคิดว่าอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์อันตรายต่าง ๆ เช่น ผู้ที่เกิดอาการใจสั่นจากการดื่มกาแฟ จะคิดว่าอาการใจสั่นนั้นเกิดจากอาการหวาดกลัว

                        

                     การป้องกันโรคแพนิคโรคแพนิคเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตที่ป้องกันให้เกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกิดอาการแพนิคหรือป่วยเป็นโรคนี้สามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดมากขึ้น และเกิดอาการแพนิคน้อยลงได้ ดังนี้


  • งดหรือลดดื่มเครืองดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต
  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาหรือสมุนไพรรักษาอาการป่วยต่าง ๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจมีส่วนประกอบที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพนิคได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดอาการง่วงเซื่องซึมระหว่างวัน
  • เข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ฝึกหายใจลึก ๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  • ฝึกคิดหรือมองโลกในแง่บวก ลองนึกถึงสถานที่หรือเหตุการณ์ที่ทำให้จิตใจสงบหรือผ่อนคลาย และเพ่งความสนใจไปที่ความคิดดังกล่าว วิธีนี้จะช่วยลดความฟุ้งซ่านและอาการวิตกกังวลต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยปรับความคิดของผู้ป่วยที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น
  • ควรยอมรับว่าตัวเองรับมือกับอาการแพนิคได้ยาก เนื่องจากการกดดันตัวเองและพยายามระงับอาการแพนิคนั้นจะทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม ทั้งนี้ ควรทำความเข้าใจว่าอาการแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นและหายไปได้
  • เผชิญหน้ากับความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น โดยลองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว
  • เมื่อเกิดอาการแพนิคขึ้นมา ควรพยายามตั้งสติ พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง โดยนับหนึ่งถึงสามเมื่อหายใจเข้าหรือออกแต่ละครั้ง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น

                            โรคแพนิคเป็นโรคที่รักษาได้ โดยผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยโรคแพนิคจะหายได้หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มป่วยเป็นโรคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อาจได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพทางจิตอื่น ๆ ตามมา ดังนี้
  • โรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia) ผู้ป่วยโรคแพนิคสามารถป่วยเป็นโรคกลัวที่ชุมชนได้ โดยโรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพทางจิตเกี่ยวกับอาการกลัวชุมชนหรือที่สาธารณะที่อาจเกิดเหตุการณ์อันตราย และหนีออกออกมาได้ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวล และไม่กล้าเดินทางไปข้างนอกเพียงลำพังได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะกังวลว่าอาจเกิดอาการแพนิคเมื่อออกไปข้างนอก แล้วทำให้รู้สึกขายหน้าที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เป็นปกติได้ หรืออาจหวาดกลัวว่าจะได้รับความช่วยเหลือไม่ทันการณ์หากอาการแพนิคกำเริบขึ้นมา ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการโฟเบียอื่น ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยอาจกลัวที่แคบ เนื่องจากเคยเกิดอาการแพนิคเมื่ออยู่ที่แคบ
  • พฤติกรรมหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ผู้ป่วยอาจเลี่ยงหรือไม่ทำสิ่งต่าง ๆ หากสิ่งนั้นจะทำให้เกิดอาการแพนิค พฤติกรรมหลีกเลี่ยงนี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้
  • ปัญหาอื่น ๆ  ผู้ป่วยโรคแพนิคเสี่ยงใช้สารเสพติดหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้สูง ทั้งนี้ การสูบบุหรี่หรือบริโภคเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนก็ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดหรือรู้สึกกังวลมากขึ้น ส่วนผู้ที่กำลังหยุดใช้ยารักษาโรคบางอย่างหรือถอนยาเสพติด อาจเกิดความวิตกกังวลสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นอันเป็นผลข้างเคียงจากการถอนยา
                      ผู้ป่วยโรคแพนิคที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะมีอาการแพนิคน้อยลงและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การรักษาโรคแพนิคประกอบด้วยจิตบำบัดและการรักษาด้วยยา โดยการรักษาแต่ละวิธีขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วย ประวัติการรักษา ความรุนแรงของโรค และความพร้อมในการเข้ารับการรักษากับนักจิตบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง



                      แต่โรคทางจิตเวช ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อยกเว้นในการเคลมประกัน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับแผนประกันแต่ละแผนด้วย เมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคทางจิตเวชแล้วทำประกันสุขภาพไว้แนะนำให้หยิบกรมธรรม์ขึ้นมาอ่านความคุ้มครอง และข้อยกเว้นต่างๆ หรือโทรถามบริษัทประกันเพื่อความแน่ใจ ซึ่งแผนประกันที่คุ้มครองผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชนั้นก็มีอยู่ด้วยเช่นกันแต่จะมีราคาที่สูงอยู่มาก เนื่องจากภาวะโรคทางจิตเวชต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ยาวนาน ต้องพบหมอเรื่อยๆจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาเป็นปีๆ บางคนที่มีอาการโรคทางจิตเวชที่รุ่นแรง เมื่อเข้ารับการรักษาแต่ละครั้งจะต้องจ่ายค่ารักษาครั้งละประมาณ 3,000 - 7,000 บาท เลยทีเดียว เนื่องจากค่าหมอ และยาที่ใช้ในการรักษาโรคทางจิตเวชนี้ก็มีราคาที่สูงเช่นกัน

                   หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือ ประกันสังคม ที่คลอบคลุมโรคทางจิตเวชด้วย ให้คุณสามารถเบิกค่ารักษาภาวะโรคซึมเศร้าได้ เพียงนำบัตรประกันสังคมไปยื่นให้กับโรงพยาบาลเพื่อเบิกค่ารักษา ทั้งนี้อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่คุณต้องควักเงินจ่ายเอง เช่น ค่ายาเฉพาะทาง ที่มีราคาสูงตามชนิดและความแรงของยา


#AIA #เข้าใจชีวิต #เข้าใจคุณ

ติดตามบทความสุขภาพและสอบถามเรื่องประกันชีวิตได้ที่

ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลประกันเพิ่มเติม
LINE ID : chonchanit
Tel : 0619546396

มิว ชลชนิต ปึงวิริยะรัตน์ รหัสตัวแทน 594844

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561

การอาศัยเงินคนอื่นในการรักษาตัวมันคือความอึดอัดอย่างสุดขีด!!!



                   คลิ๊กฟังเรื่องราวบนชื่อคลิป แล้วจะรู้วาในยามที่เราเจ็บป่วย เราไม่มีเงินเป็นของตัวเอง มันต้องแบกรับความรู้สึกอะไรบ้าง จากใจมิว มิวฟังมิวคิดว่า ผู้ชายคงรักแหละ ถึงยอมทุ่มเงินเพื่อรักษาให้
ในชีวิตจริง คนทั่วไปจริงๆ ใครบ้างที่จะยืนมือมาช่วยถ้าคุณไม่ได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ ทุกคนล้วนทำเพื่อตัวเอง และความอยู่รอดของตัวเอง 
                 
                  และถึงแม้เขาคุณ ถ้าให้โดยกู้ยืมแน่นอนว่าต้องเป็นดอกเบี้ยที่เราต้องแบก ถ้าให้โดยเสน่หา แบบเคสนี้ เมื่อใดก็ตามที่เขายังพอมีเงิน ที่จะหมุนในบริษัท ในชีวิต การทวงท้วงถามคงไม่เกิด ถามว่าเจตนาไหม ไม่เชิงเจตนา แต่ลึกๆก็คงแอบเสียดาย หรือบางทีอาจจะรู้สึกว่านี่คือไพ่ตายของคุณ เมื่อเผลอ หรือโกรธ เลยมักจะโพร่งออกมา
         
                แน่นอนว่า คนที่ต้องทนฟังย้ำๆ ซ้ำๆ มันเจ็บใจ แค่ไหน ไม่มีหนี้ ก็เหมือนมี อยากหนีอยากจะไปก็ใจไม่ด้านพอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ปลงไม่ตก หาความสุขไม่เจอ นี่ล่ะ คือสาเหตุที่ มิวบอกทุกคนให้ทำปะกันชีวิต เมื่อมีเหตุการณ์ แบบนี้เกิด โยนความลำบากนี้ให้ บริษัทประกันไปซะ บุญคุณดอกเบี้ย ไม่ต้องมีให้ลำบากใจ ทำอย่างเดียวคือนอน รับการรักษา ทำใจให้สบาย แล้วฟื้นร่างกายไวๆ

               แต่ก็อีกนั่นแหละ นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อไรที่มิวพยายามบอกเหตุผลกับลูกค้า ลูกค้ามักจะบอกปัดออกไป เพราะเหตุผลที่ว่าฉันแข็งแรง ฉันมีประกันสังคม ฉันโอเค ลูกเป็นข้าราชการ มิวไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ที่จะอธิบายเหตุผลข้อโต้แย้งซ้ำๆ มิวแค่อยากขอให้ฟังมิวบ้าง ไม่ใช่ว่ามิวเอาแต่จะขายๆ  ไม่ซื้อมิว ไม่เป็นไรค่ะลูกค้ามีสิทธิ์ที่จะเลือก แต่ได้โปรดฟังเคสที่อธิบายสักนิด 

              มิวไม่ได้แช่งนะคะ มิวแค่ต้องการให้ลูกค้า วางแผนตรงส่วนนี้ไว้ มันไม่ใช่เรื่องดี กับการไม่ยอมเสียส่วยน้อย แต่พอเกิดเหตุขึ้นจริง มาเรียกมิวไป มิวแก้ไขอะไรไม่ได้ค่ะ คนที่เป็นแล้ว มีการวินิจฉัยเกิดขึ้นแล้วก่อนทำประกัน โรคๆนั้นจะไม่อยู่ในความคุ้มครองทันที ถ้าคุณคิดว่ารับความกดดัน ความเครียดที่จะเกิดจากการกู้ยืมเงิน จากคนอื่นมาไหว มิวก็จนเหตุผลที่จะพูด

             ได้โปรดอย่าลืมว่า ทุกครั้งที่มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น เราจะเปราะบางเป็นพิเศษ ความอดทนที่มีจะลงหลายเท่า ในวันนั้นคุณจะนึกถึงมิว แต่มิวก็ทำได้แค่ไปเยี่ยม พูดคุย มิวไม่สามารถสร้างประกันฉบับที่คุณต้องการได้อีกต่อไปแล้วค่ะ เชื่อมิวเถอะค่ะ  ทำประกันคุ้มครองค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ จะจ่ายกี่ปีให้หลัง หรือไม่จ่าย ยังไงก็ไม่ขาดทุน 

ขอขอบคุณรายการ พุทธทอร์ค พุธโทร
ใครฟังไม่ได้ คลิ๊กตรงนี้เลย คลิ๊กเลย

#AIA #เข้าใจชีวิต #เข้าใจคุณ

ติดตามบทความสุขภาพและสอบถามเรื่องประกันชีวิตได้ที่

ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลประกันเพิ่มเติม
LINE ID : chonchanit
Tel : 0619546396

มิว ชลชนิต ปึงวิริยะรัตน์ รหัสตัวแทน 594844

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561

สิทธิ์ประกันสังคม การบริการและการรักษาโรค ดีกว่าประกันชีวิต จริงหรือ?

                   
                    เมื่อสองสามวันก่อน Socail Media ได้มีการแชร์ โพสของคนไข้รายหนึ่ง ที่เข้าให้สิทธิประกันสังคม เข้าตรวจภายใน แต่ต้องอึ้ง ทึ่ง เสียว กับสภาพเก้าอี้ตรวจภายใน ที่ดูยังไง๊ ยังไง นั่นมันคราบเลือด แถมยังมีเลือด สดๆไหลให้ดูอีก ทั้งที่เป็น โรงพยาบาลเอกชน พอซักถามข้อสงสัยนี้กับพยาบาล กลับได้คำตอบที่ไม่สนใจสิ่งใดๆ พร้อมอากัปกริยาที่เรียกว่า .."ชักสีหน้าใส่"

     
               ซึ่งภายหลังทางโรงพยาบาล ได้ออกมาขอโทษ และอธิบายเรื่องราวสยดสยองดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่เคสแรกที่ผู้ใช้สิทธิประกันสังคมต้องแบกรับ หากลองพินิจพิจารณาดี เราจะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลเอกชน ชั้นนำ ส่วนใหญ่ จะไม่รับการรักษาสิทธิประกันสังคม เนื่องด้วยเหตุผลภายในของโรงพยาบาลนั้นๆเอง ซึ่งถ้าโรงพยาบาลไหนรับ เสียงที่ได้ยินมาจะเป็นการให้บริการแบบแง่ลบ ทั้งนี้เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะเห็นได้ว่า จำนวนผู้ใช้สิทธิเยอะมาก จนทำให้เจ้หน้าที่เหนื่อยล้าตามๆกัน 


                  แน่นอนว่าไม่มีใครที่ทำงานเหนื่อยมากๆ แล้วประสิทธิภาพในการทำงานยังคงที่เต็มร้อย ต้องเผชิญอารมณ์คนไข้หลายสิบคน ไหนจะคนเดียวรับงานสารพัดหน้าที่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยส่วนตัวของเจ้าหน้าที่เองด้วย คนวัยทำงานส่วนใหญ่คิดว่า การมีประกันสังคม แล้วไม่ต้องทำประกันชีวิต และคิดว่า ฉันยังอายุน้อยเกินกว่าจะป่วยไข้ แต่พอเกิดเหตุจำเป็นจริงๆ ก็ไปรอใช้สิทธิ ไหนจะรอคิวนาน ไหนจะคนเยอะ ไหนจะอารมณ์พยาบาล ก็เริ่มจะหงุดหงิด ครั้นจะไปเอกชนชั้นนำ สตางค์ก็กลัวไม่พอ การรอคอยจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่บางคนหนักหนาถึงขนาด ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ


              เช่นเคสตัวอย่างเคสนี้ คู่สามีภรรยา วัยเริ่มต้นทำงานคู่หนึ่ง ขับมอเตอร์ไซด์มาตามปกติ แต่เกิดเหตุรถเก๋งเสียหลัก พุ่งชน ฝ่ายหญิง ขาหักแบบไม่ขาจากกันแต่ห้อยลงมา  ฝ่ายชายซี่โครงหัก ผู้ชายไม่ได้สติ แต่ผู้หญิงยังมีสติตอบคำถามเจ้าหน้าที่ ทั้งสองถูกนำส่งคนละโรงพยาบาล ตามสิทธิการรักษา ฝ่ายชายใช้ประกันชีวิต ฝ่ายหญิงใช้ประกันสังคม ฝ่ายชายที่อาการเหมือนจะหนักกว่า ได้เข้ารับการรักษาทันที  ไม่นานก็ฟื้นพ้นขีดอันตราย ส่วนฝ่ายหญิงเมื่อไปถึงใช่เป็นเหตุฉุกเฉิน แต่จำนวนหมอเวรไม่เพียงพอกับจำนวนคนไข้ สาเหตุนั้นเอง ทำให้เธอกลายเป็นคนพิการ แถมยังต้องจ่ายส่วนต่างบางอย่างที่เกินกว่าสิทธิจะครอบคลุม ส่วนฝ่ายชายหายปกติ ไม่ต้องชำระสักบาท


             อันที่จริงฝ่ายชายก็เกือบจะตัดสินใจยกเลิกประกันชีวิตพอดี แต่ดันเกิดเหตุเสียก่อน เกือบไปแล้ว เกือบที่จะเสียชีวิต หลายครั้งที่คนเราประมาทแล้วมองการขายประกัน เป็นการซื้อที่เสียเปล่า ถ้าว่าด้วยเรื่องการเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ จะรู้ว่าผลประโยขน์ที่ได้ มันคุ้มค่าขนาดไหน เงินหลักหมื่น แต่ความคุ้มครองเป็นล้าน ถ้าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นตัวคุณเองที่ประสบ พบ เจอ คุณจะรู้สึก หรือคิดแบบไหน ลองตัดสินใจดูเองนะคะ 

ติดตามบทความสุขภาพและสอบถามเรื่องประกันชีวิตได้ที่

ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลประกันเพิ่มเติม
LINE ID : chonchanit
Tel : 0619546396

มิว ชลชนิต ปึงวิริยะรัตน์ รหัสตัวแทน 594844